วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ข้อสอบ o-net วิชาคอมพิวเตอร์

ข้อสอบ o-net วิชาคอมพิวเตอร์



1.ข้อใดไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่นำมาใช้บนอุปกรณ์พกพาประเภท  Smartphone?


1.  Ubumtu

2.  Iphone  os
3.  Android
4.  Symbian



2.ไฟล์ประเภทใดในข้อต่อไปนี้เก็บข้อมูลในลักษณะตัวอักษร?


1.  ไฟล์เพลง  MP 3 (mp 3)
2.  ไฟล์รูปประเภท  JPEG (jpeg)
3.  ไฟล์แสดงผลหน้าเว็บ (html)
4.  ไฟล์วีดีโอประเภท  Movie (movie)



3.ข้อมูลเมื่อผ่านการประมวลผลแล้ว จะได้อะไร?


ก. Document
ข. Report
ค. Information
ง. Output
จ. Database




4.สัญญาณในคอมพิวเตอร์เป็นสัญญาณชนิดใด?

ก. อนาล็อก

ข. ดิจิตอล ค. ไฮบริค
 ง. ไฟฟ้า
 จ. อิเล็กทรอนิกส์ 




วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ฟังก์ชันใน PHP

Function  PHP


Function ในภาษา PHP มาอยู่ 4 ชนิดคือ


1.ฟังก์ชั่นภายใน (invoking a function)

2.ฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้นมาเอง (creating a function)

3.ฟังก์ชั่นซ้อนฟังก์ชั่น (nesting function)

4.ฟังก์ชั่นเรียกตัวเอง (recursive function)
 





1. ฟังก์ชั่นภายใน



         เป็นฟังก์ชั่นพื้นฐานที่มากับ php มีราวๆ พันกว่าฟังก์ชั่น  ซึ่งจะครอบคลุมการทำงานพื้นฐา่นทั้งหมดของการเขียนโปรแกรม PHP จนบางครั้ง เราสามารถเขียนโปรแกรมที่ทำงานได้จริงโดยไม่จำเป็นต้องเขียนฟังก์ชั่นเพิ่มเติมเลยแม้แต่ฟังก์ชั่นเดียว เหมือนที่ผมเคยได้ยินมาว่า       ตัวอย่างฟังก์ชั่นภายใน ผมขอยกตัวอย่างฟังก์ชั่น pow() ถ้าหากเปิดดู help จะเขียนเป็นลักษณะนี้ number pow ( number $base, number $exp )
 number คือ ค่าที่ฟังก์ชั่นนี้ส่งกลับออกมา (return) ซึ่งเดี๋ยวเราค่อยมาอธิบายกันpow คือ ชื่อฟังก์ชั่น(number $base, number $exp) คือ ค่าที่ต้องส่งให้ฟังก์ชั่นนี้ โดย
number หมายถึงชนิดของค่า (datatype) ที่ต้องส่งไปให้ พราะฉะนั้น ฟังก์ชั่น pow() เราต้องส่งค่าให้จำนวน 2 ค่า เมื่อฟังก์ขั่นทำงานเสร็จแล้วจะคืนค่ากลับมาเป็นชนิดตัวเลข





ตัวอย่าง1  <?php
2  echo pow(5,2);  // พิมพ์ค่า 5 ยกกำลัง 2 ออกทางหน้าจอเลย3  echo "<br />";
4  echo "ผลลัพท์ของ 5 ยกกำลัง 2 คือ " . pow(5,2);
5  ?>




2.ฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้นมาเอง


       เป็นฟังก์ชั่นที่สร้างขึ้นมาเอง เพื่อให้ทำงานนอกเหนือจากฟังชั่นที่มีอยู่ใน PHP หรือเราต้องการให้โปรแกรมทำงานตรงกับความต้องการของเรา ตัวอย่าง 1<?php
2   function cmdevhub() {
3        echo "welcome to cmdevhub";
4    }
56    // เราสามารถเรียกฟังก์ชั่นได้โดยเรียกจากชื่อฟังก์ชั่น78    cmdevhub(); // พิมพ์ welcome to cmdevhub
 9  ?>

  3.ฟังก์ชั่นซ้อนฟังก์ชั้น (Nesting Function)
 

ตัวอย่าง

1 <?php
2    function cal_tax ($price, $tax) {
3       function cal_vat ($total) {
4            return $total * 0.07;
5       }
6        $price += $price * $tax;
7       echo "จำนวนเงินทั้งหมดหลังรวมภาษี " . $price . " หลังรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม " . ($price + cal_vat($price));
8   }
9   cal_tax(1500, 0.1); // ผลลัพธ์ 1650 , 1765.5
10   echo "<br />";
11    echo cal_vat(100);  // ผลลัพธ์ 7

12   ?>





4.ฟังก์ชั่นเรียกตัวเอง (Recursive Function)


      ฟังก์ชั่นเรียกตัวเอง ใช้สำหรับทำงานซ้ำๆ กันโดยที่เราไม่รู้จำนวนรอบในการทำงาน โดยจะมีจุดสิ้นสุดการทำงานอยู่ในฟังก์ชั่นเองอยู่แล้ว เพื่อให้ฟังก์ชั่นหยุดการทำงาน การเขียนฟังก์ชั่นแบบเรียกตัวเอง จะลดระยะเวลาในการเขียนโปรแกรมไปได้อย่างมาก แต่ปัญหาคือการออกแบบและเขียนได้ยากมาก ทำให้ไม่ค่อยได้เห็นคนเขียนฟังก์ชั่นแบบนี้กันเท่าไหร่

ตัวอย่าง

1<?php
2    function fibo($num) {
3       if ($num == 1 || $num == 2) {
4           return 1;
5      }
6       else {
7           return fibo($num - 1) + fibo($num - 2);
8      }
9   }
10
11  echo fibo(20);
12 ?>

    

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

PHP

   PHP 


                 PHP   เป็นภาษาสำหรับใช้ในการเขียนโปรแกรมบนเว็บไซต์ สามารถเขียนได้หลากหลายโปรแกรมเช่นเดียวกับภาษาทั่วไป อาจมีข้อสงสัยว่า ต่างจาก HTML อย่างไร คำตอบคือ HTML นั้นเป็นภาษาที่ใช้ในการจัดรูปแบบของเว็บไซต์ จัดตำแหน่งรูป จัดรูปแบบตัวอักษร หรือใส่สีสันให้กับ เว็บไซต์ของเรา แต่ PHP นั้นเป็นส่วนที่ใช้ในการคำนวน ประมวลผล เก็บค่า และทำตามคำสั่งต่างๆ อย่างเช่น รับค่าจากแบบ form ที่เราทำ รับค่าจากช่องคำตอบของเว็บบอร์ดและเก็บไว้เพื่อนำมาแสดงผลต่อไป แม้แต่กระทั่งใช้ในการเขียน CMS ยอดนิยมเช่น Drupal , Joomla พูดง่ายๆคือเว็บไซต์จะโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ ต้องมีภาษา PHP ส่วน HTML หรือ Javascript ใช้เป็นเพียงแค่ตัวควบคุมการแสดงผลเท่านั้น


                  PHP ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1994 โดย Rasmus Lerdorf ต่อมามีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก จึงได้ออกเป็นแพ็คเกจ "Personal Home Page" ซึ่งเป็นที่มาของ PHP โดยภาษา PHP เป็นแบบ Server Side Script และเป็นOpen Source ที่ผู้ใช้ทั่วไปสามารถดาวน์โหลด Source Code และโปรแกรมไปใช้ฟรี ได้ที่ http://www.php.net
                พอกลางปี ค.ศ.1995 เขาก็ได้พัฒนาตัวแปลภาษา PHP ขึ้นมาใหม่ โดยใช้ชื่อว่า PHP/FI เวอร์ชั่น 2 ซึ่งได้เพิ่มความสามารถในการรับข้อมูลที่ส่งมาจากฟอร์มของ HTML (จึงมีชื่อว่า FI หรือ Form Interpreter) นอกจากนั้นยังเพิ่มความสามารถในการติดต่อกับฐานข้อมูลอีกด้วย จึงทำให้ผู้คนเริ่มหันมาสนใจ PHP กันมากขึ้น

                ในปี 1997 มีผู้ร่วมพัฒนา PHP เพิ่มอีก 2 คน คือ Zeev Suraski และ Andi Gutmans (กลุ่มที่เรียกตัวเองว่าZend ซึ่งย่อมาจาก Zeev และ Andi ) โดยได้แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ และเพิ่มเติมเครื่องมือให้มากขึ้น

วันเสาร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2557

ระบบสารสนเทศ

ระบบสารสนเทศ                     


     เทคโนโลยีสารสนเทศ    ♥ [̲̅L][̲̅i̲̅][̲̅k̲̅][̲̅e̲̅] ♥ 


ความหมาย...

              
                 ระบบสารสนเทศ  (Information System)  คือ ขบวนการประมวลผลข่าวสารที่มีอยู่ ให้อยู่ในรูปของข่าวสารที่ เป็นประโยชน์สูง สุด เพื่อเป็นข้อสรุปที่ใช้สนับสนุนการตัดสินใจของบุคคลระดับบริหาร
ขบวนการที่ทำให้เกิดข่าวสารสารสนเทศนี้ เรียกว่า การประมวลผลผลสารสนเทศ  (Information Processing) และเรียกวิธีการประมวลผลสารสนเทศด้วยเครื่องมือทางอีเล็กทรอนิกส์ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ  (Information Technology : IT)
เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีที่ประกอบขึ้นด้วยระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ระบบสื่อสารโทรคมนาคม และอุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงานด้านสารสนเทศที่มีการวางแผน จัดการ และใช้ง่านร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ


ลักษณะ...


       1.เชื่อถือได้ ( Reliable) ความน่าเชื่อถือของสารสนเทศนั้นขึ้นอยู่กับการเก็บรวมรวมข้อมูลจาก แหล่งที่มาที่เชื่อถือได้


       2. เข้าใจง่าย ( Simple) สารสนเทศที่ดีจะต้องไม่ซับซ้อน กล่าวคือ ง่ายต่อการทำความเข้าใจ เพราะความซับซ้อนคือการมีรายละเอียดปลีกย่อยมากเกินไป


       3.ทันต่อเวลา ( Timely) ต้องเป็นสารสนเทศที่มีความทันสมัยอยู่เสมอเมื่อต้องการใช้เพื่อการตัดสินใจจะทำให้มีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น


       4.คุ้มราคา ( Economical) สารสนเทศที่ดีจะต้องผ่านกระบวนการที่มีต้นทุนน้อยกว่าหรือเท่ากับกำไรที่ได้จากการผลิต


       5.ตรวจสอบได้ ( verifiable) สารสนเทศที่ดีจะต้องสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้ โดยอาจตรวจสอบจากแหล่งที่มาของสารสนเทศ เป็นต้น


       6.ยืดหยุ่น ( Fiexible) จะต้องสามารถนำสารสนเทศไปใช้ได้กับบุคคลหลายกลุ่ม


       7.สอดคล้องกับคว่วมต้องการ ( Relevant) สารสนเทศที่ดีจะต้องมีความสัมพันธ์กับงานที่ต้องการวิเคราะห์ หากเป็น สารสนเทศที่ไม่ตรงประเด็น


       8.สะดวกในการเข้าถึง (Accessible) ระบบสารสนเทศต้องอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย


       9.ปลอดภัย (Secure) ระบบสารสนเทศต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาติ



องค์ประกอบมี 3 ประการดังนี้...


             1. ระบบประมวลผล


             ความซับซ้อนในการปฏิบัติงานและความต้องการสารสนเทศที่หลากหลาย ทำให้การจัดการและการประมวลผลข้อมูลด้วยมือ ไม่สะดวก ช้า และอาจผิดพลาด ปัจจุบันองค์การจึงต้องทำการจัดเก็บและการประมวลผลข้อมูลด้วยระบบอีเล็กทรอนิกส์ โดยใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สนับสนุนในการจัดการข้อมูล เพื่อให้การทำงานถูกต้องและรวดเร็วขึ้น



            2. ระบบสื่อสารโทรคมนาคม


            การสื่อสารข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการจัดการและประมวลผล ตลอดจนการใช้ ข้อมูลในการตัดสินใจ ระบบสารสนเทศที่ดีต้องประยุกต์เทคโนโลยีอีเล็กทรอนิกส์ในการสื่อสารข้อมูลระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ และผู้ใช้ที่อยู่ห่างกัน ให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ



            3. การจัดการข้อมูล

             ปกติบุคคลที่ให้ความสนใจกับเทคโนโลยีจะอธิบายความหมายของเทคโนโลยีสาร สนเทศโดยให้ความสำคัญกับส่วนประกอบสองประการแรก แต่ผู้ที่สนใจด้านการจัดการข้อมูล (Data/Information Management) จะให้ความสำคัญกับส่วนประกอบที่สาม ซึ่งมีความเป็นศิลปะ ในการจัดรูปแบบและการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
สามารถสรุปได้ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีทุกรูปแบบที่นำมาประยุกต์ ในการประมวลผล การจัดเก็บ การสื่อสาร และการส่งผ่านสารสนเทศด้วยระบบอีเล็กทรอนิกส์ โดยที่ระบบทางกายภาพประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร และระบบเครือข่าย ขณะที่ระบบนามธรรมเกี่ยวข้องกับการจัดรูปแบบของการปฏิสัมพันธ์ด้านสารสนทศ ทั้งภายในและภายนอกระบบ ให้สามารถดำเนินร่วมกันอย่างประสิทธิภาพ




ประโยชน์ของระบบสารสนเทศ...


           1. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและทันต่อ

เหตุการณ์เนื่องจากข้อมูลถูกจัดเก็บและบริหารอย่างเป็นระบบ ทำให้ผู้บริหารสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วในรูปแบบที่เหมาะสมและสามารถนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ทันต่อความต้องการ

          2. ช่วยในการกำหนดเป้าหมายกลยุทธ์และการวางแผนปฏิบัติการ โดยผู้บริหาร

สามารถนำข้อมูลที่ได้จากระบบสารสนเทศมาช่วยในการวางแผนและกำหนดเป้าหมายในการดำเนินงานเนื่องจากสารสนเทศถูกรวบรวมและจัดการอย่างเป็นระบบ ทำให้มีประวัติของข้อมูลอย่างต่อเนื่อง สามารถที่จะบ่งชี้แนวโน้มของการดำเนินงานว่าน่าจะเป็นไปในลักษณะใด

         3. ช่วยในการตรวจสอบการดำเนินงาน เมื่อแผนงานถูกนำไปปฏิบัติในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้ควบคุมจะต้องตรวจสอบผลการดำเนินงานโดยนำข้อมูลบางส่วนมาประมวลผลเพื่อประกอบการประเมิน สารสนเทศที่ได้จะแสดงให้เห็นผลการดำเนินงานว่าสอดคล้องกับเป้าหมายที่ต้องการเพียงไร

         4. ช่วยในการศึกษาและวิเคราะห์สาเหตูของปัญหา ผู้บริหารสามรถใช้ระบบสารสนเทศประกอบการศึกษาและการค้นหาสาเหตุ หรือข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการดำเนินงาน ถ้าการดำเนินงานไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยอาจจะเรียกข้อมูลเพิ่มเติมออกมาจากระบบ เพื่อให้ทราบว่าความผิดพลาดในการปฏิบัติงานเกิดขึ้นจากสาเหตุใด หรือจัดรูปแบบสารสนเทศในการวิเคราะห์ปัญหาใหม่

         5. ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้น เพื่อหาวิธีควบคุม ปรับปรุงและแก้ไขปัญหา สารสนเทศที่ได้จากการประมวลผลจะช่วยให้ผู้บริหารวิเคราะห์ว่าการดำเนินงานในแต่ละทางเลือกจะช่วยแก้ไขหรือควบคุมปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร ธุรกิจต้องทำอย่างไรเพื่อปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาให้การดำเนินงานเป็นไปตามแผนงานหรือเป้าหมาย

         6. ช่วยลดค่าใช้จ่าย ระบบสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพช่วยให้ธุรกิจลดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการทำงานลง เนื่องจากระบบสารสนเทศสามารถรับภาระงานที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ตลอดจนช่วยลดขั้นตอนในการทำงาน ส่งผลให้ธุรกิจสามารถลดจำนวนคนและระยะเวลาในการประสานงานให้น้อยลง โดยผลงานที่ออกมาอาจเท่าหรือดีกว่าเดิม ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจ

ตัวอย่าง...


เช่นด้านการเงิน





✿*゚‘゚・✿.。.:* *.:。✿*゚’゚・✿.。.:* *.:。✿

network system

Network System


          ความหมาย

                              Network System หรือ การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่2 เครื่องขึ้นไป เข้าด้วยกัน 


ประเภท   。◕‿◕。     



               ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร เพื่อจะทำการแชร์ข้อมูล และทรัพยากรร่วมกัน ระบบเครือข่ายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ด้วยกันคือ


            1. LAN (Local Area Network) คือ ระบบเครื่องข่ายท้องถิ่น เป็นเน็ตเวิร์กในระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร ไม่ต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ จะเป็นระบบเครือข่ายที่อยู่ภายในอาคารเดียวกันหรือในระยะใกล้ๆ


              2. MAN (Metropolitan Area Network) คือ ระบบเครือข่ายเมืองห่างไกลกันในช่วง 5-50 กิโลเมตร เป็นเน็ตเวิร์กที่จะต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทยเป็นการติดต่อกันในเมือง



              3. WAN (Wide Area Network) คือ ระบบเครือข่ายกว้างไกล หรือเรียกได้ว่าเป็น World Wide ของระบบเน็ตเวิร์ก โดยจะเป็นการสื่อสารในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลก จะต้องใช้มีเดียในการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย   (คู่สายโทรศัพท์ dial-up / คู่สายเช่า Leased line / ISDN)   (lntegrated Service Digital Network สามารถส่งได้ทั้งข้อมูล เสียงและภาพในเวลาเดียวกัน)


              



ลักษณะการทำงาน 

          1.Peer to Peer Network : เป็นลักษณะของกลุ่มคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีเครื่องใดมีหน้าที่ดูแลจัดการระบบทั้งหมด


          2. Client-Server : ในกรณีที่องค์กรของเรามีผู้ใช้เครื่องมากกว่า15-20 เครื่อง ระบบเน็ตเวิร์คแบบ Peer to Peer จะไม่เหมาะสม   ควรเลือกใช้ระบบ client-server เพราะมีความสามารถในการดูแลควบคุมการใช้งานของระบบเน็ตเวิร์คที่มีผู้ใช้จานวนมากได้ดีกว่า
            



อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบเครือข่าย



      1.โมเด็ม (Modem) : เป็นฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตัล เมื่อข้อมูลถูกส่งมายังผู้รับละแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นแอนะล็อก เมื่อต้องการส่งข้อมูลไปบนช่องสื่อสาร  กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก เรียกว่า มอดูเลชัน (Modulation) 



       

          2. การ์ดเครือข่าย (Network  Adapter) หรือ การ์ด LAN :เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเครื่องต่างกันได้ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นหรือยี่ห้อเดียวกัน ควรเป็น การ์ดแบบ PCI เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ ISAและเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆมักจะไม่มี Slot  ISA ควรเป็นการ์ดที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps ซึ่งจะมีราคามากกว่าการ์ดแบบ 10 Mbps ไม่มากนัก แต่ส่งขอมูลได้เร็วกว่า




         

           3.เกตเวย์ (Gateway) : เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยในการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์หน้าที่หลักคือช่วยให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์  2 เครือข่ายหรือมากกว่า ซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนกันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้เหมือนเป็นเครือข่ายเดียวกัน



   
            

          4.เราเตอร์ (Router) : เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้เครือข่ายที่มีขนาดหรือมาตรฐานในการส่งข้อมูลต่างกัน สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้ เราเตอร์จะทำงานอยู่ชั้น Network หน้าที่ของเราเตอร์ก็คือ ปรับโปรโตคอล (Protocol) (โปรโตคอลเป็นมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูล บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์) ที่ต่างกันให้สามารถสื่อสารกันได้




              

          5. บริดจ์ (Bridge) : มีลักษณะคล้ายเครื่องขยายสัญญาณ บริดจ์จะทำงานอยู่ในชั้น Data Link บริดจ์ทำงานคล้ายเครื่องตรวจตำแหน่งของข้อมูล โดยบริดจ์จะรับข้อมูล จากต้นทางและส่งให้กับปลายทางโดยที่บริดจ์จะไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆแก่ข้อมูล บริดจ์ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพลดการชนกัน ของข้อมูลลง บริดจ์จึงเป็นสะพานสำหรับข้อมูลสองเครือข่าย



          

           6. รีพีตเตอร์ (Repeater) : เป็นเครื่องทบทวนสัญญาณข้อมูลในการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะทางไกลๆสำหรับสัญญาณแอนะล็อกจะต้องมีการขยายสัญญาณข้อมูลที่เริ่มเบาบางลงเนื่องจากระยะทาง และสำหรับสัญญาณดิจิตัลก็จะต้องมีการทบทวนสัญญาณเพื่อป้องกันการขาดหายของสัญญาณเนื่องจากการส่งระยะทางไกลๆเช่นกันรีพีตเตอร์จะทำงานอยู่ในชั้น Physical





            7.  สายสัญญาณ : เป็นสายสำหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบเข้าด้วยกัน หากเป็นระบบที่มีจำนวนเครื่องมากกว่า 2 เครื่องก็จะต้องต่อผ่านฮับอีกทีหนึ่ง โดยสายสัญญาณสำหรับเชื่อมต่อเครื่องในระบบเครือข่าย จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ




            -     สาย Coax  มีลักษณะเป็นสายกลม  คล้ายสายโทรทัศน์  ส่วนมากจะเป็นสีดำสายชนิดนี้จะใช้กับ

การ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ BNC สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 200 เมตร  สายประเภทนี้

จะต้องใช้ตัว T Connector สำหรับเชื่อมต่อสายสัญญาณกับการ์ด LAN ต่างๆในระบบ และต้องใช้ตัว

Terminator ขนาด 50 โอห์ม  สำหรับปิดหัวและท้ายของสาย

                          

           -     สาย UTP (Unshied  Twisted  Pair)  เป็นสายสำหรับการ์ด  LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ

RJ-45  สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 100 เมตร ในกรณีเป็นการเชื่อมต่อเครื่อง 2 เครื่องสามารถ

ใช้ต่อผ่านสายเพียงเส้นเดียได้แต่ถ้ามากกว่า 2 เครื่อง ก็จำเป็นต้องต่อผ่านฮับ






            8.  ฮับ (HUB) : เป็นอุปกรณ์ช่วยกระจ่ายสัญญาณไปยังเครื่องต่างๆที่อยู่ในระบบ หากเป็นระบบเครือข่ายที่มี 2 เครื่องก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฮับสามารถใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อ ถึงกันได้โดยตรง  แต่หากเป็นระบบที่มีมากกว่า 2 เครื่องจำเป็นต้องมีฮับเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ในการเลือกซื้อฮับควรเลือกฮับที่มีความเร็วเท่ากับความเร็ว ของการ์ด